วิเคราะห์ราคายาง

วันที่ 2-6 มีนาคม 2553

สรุปราคายาง
ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2553 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ราคา FOB กรุงเทพฯ/ ตลาดสิงคโปร์/ ตลาดโตเกียว เฉลี่ยกิโลกรัมละ 107.58, 105.66 และ 102.91 บาท ตามลำดับ ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -0.27, -1.55, และ -2.02 บาท/กก.ตามลำดับ โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 108.30(อังคารที่ 2), 105.98(ศุกร์ที่ 5) และ 103.42(พุธที่ 3) บาท/กก.ตามลำดับ

ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย  ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2553 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 106.25 บาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -1.31 บาท/กก. โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 107.00 บาท/กก. เมื่อวันพฤหัสที่ 4

ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ตลาดประมูลยางหาดใหญ่/ สุราษฎร์ธานี/ นครศรีธรรมราช มีการประมูลซื้อขาย เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100.02, 100.23 และ 100.50 บาท ตามลำดับ ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -0.52, +0.12, และ -0.29 บาท/กก.ตามลำดับ โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 100.83, 100.73 และ 100.83 บาท/กก.ตามลำดับ เมื่อวันอังคารที่ 2

ตลาดกลางยางพาราสงขลา่ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีการประมูลซื้อขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 103.60 บาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -1.34 บาท/กก. โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 104.19 บาท/กก. เมื่อวันอังคารที่ 2 ส่วนราคาน้ำยางสดมีการประมูลซื้อขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 101.63 บาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -0.97 บาท/กก. โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 103.50 บาท/กก. เมื่อวันอังคารที่ 2

สถานการณ์
- ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2553 ราคายางทั้งในและต่างประเทศ ราคาโดยรวมปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน -0.27-2.02 บาท/กก. เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อ เพื่อรอ ดูสถานการณ์ แต่ด้วยอุปทานยางยังขาดแคลน เพราะอยู่ในช่วงยางผลัดใบ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับ ภาวะแห้งแล้ง จึงทำให้ลดลงไม่มากนัก
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอีกเล็กน้อย 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แลกได้เฉลี่ย 32.4615 บาท (ลดลงจาก สัปดาห์ที่แล้ว -0.3920 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)
- ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย 100 เยน แลกได้เฉลี่ย 36.3285 บาท (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว +0.1531 บาท/100 เยน)

แนวโน้ม
-ยางแผ่นรมควันชั้น 3 แกว่งตัวขึ้นลงตามราคาน้ำมันและค่าเงินเยนและดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผันผวน โดยรวม มีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่คงไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ รวมทั้งข่าว การเรียกคืนรถยนต์ที่มีปัญหาของหลายบริษัท นอกจากโตโยต้าและฮอนด้าแล้ว ยังมีนิสสัน ฮุนได อีซูซุ อีกด้วย ซึ่งน่าจะกระทบต่ออุปสงค์ยานยนต์บ้างในระยะสั้น ด้วยอุปทานยางยังขาดแคลน เพราะอยู่ในช่วง ยางผลัดใบ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะแห้งแล้ง จึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด