การยางแห่งประเทศไทย
w3c Facebook การยางแห่งประเทศไทย English

EN

Chinese

CN

ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ >> ข้อมูลทางวิชาการ
การแปรความหมายสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ยางแผ่นรมควัน premium grade มาตรฐาน GMP (25/12/60)

วันที่ 28 ธ.ค. 2560

             การจัดชั้นยางแผ่นรมควันตามมาตรฐานสากล International Standard of Quality and Packing for Natural Rubber Grades หรือที่เรียกมาตรฐาน The Green Book ได้จัดยางแผ่นรมควันออกเป็น 6 ชั้น คือยางแผ่นรมควัน RSS1X, RSS1, RSS2, RSS3, RSS4 และ RSS5 แยกตามความสะอาด ความแน่นของเนื้อยาง ความหนาบางของแผ่น รอยตำหนิ ฟองอากาศ การเคลือบของควัน ซึ่งต้องใช้สายตาเป็นตัวกำหนดทำให้ยากต่อการตัดสินใจ และต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในการจัดชั้นยางโดยเฉพาะ ปัจจุบันฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย ได้มีการพัฒนาการผลิตยางแผ่นรมควันเกรดพิเศษหรือเกรดพรีเมียม เพื่อให้ได้ยางที่มีสมบัติสม่ำเสมอ สะอาด มีความยืดหยุ่นดี ในการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเพิ่มมูลค่าเพื่อใช้ในงานทางวิศวกรรมที่ต้องรับน้ำหนัก หรือแรงกระแทก โดยเฉพาะยางล้อเครื่องบิน ยางรองคอสะพาน ยางกันสะเทือน ยางกันกระแทก เป็นต้น
 
             การผลิตยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม จำเป็นต้องมีการควบคุมการผลิตอย่างดีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการในสวนยาง กำหนดระยะเวลากรีดยาง เพื่อให้ได้น้ำยางที่สด สะอาดมากที่สุด กรองน้ำยางสดก่อนส่งโรงงาน ใช้สารเคมีรักษาสภาพเท่าที่จำเป็น กำหนดข้อควรปฏิบัติของเกษตรกรชาวสวนยาง ข้อควรปฏิบัติในการผลิตยาง ตลอดจนการรมควัน การจัดเก็บและการขนส่ง มีการควบคุมคุณภาพด้วยการสุ่มเก็บตัวอย่างทุกชุดการผลิต นอกจากนี้ยังได้กำหนดสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำยางไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ การแปรความหมายสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์แต่ละค่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ผลิตยางแผ่นรมควันต้องทราบเพื่อสร้างความเข้าใจความหมายของแต่ละค่า ซึ่งจะได้นำข้อมูลมาพิจารณาในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ได้อย่างทันท่วงที
 
          ความหมายของยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม เป็นยางที่ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนตามกรรมวิธีการผลิตเป็นอย่างดี ยางแผ่นรมควันชั้นนี้ต้องปราศจากราทุกชนิดและไม่อนุญาตให้มีตำหนิใด ๆ บนแผ่นยางได้เลย แผ่นยางแห้ง เนื้อแน่นแข็ง สะอาด แผ่นสมบูรณ์ตามมาตรฐานการผลิต 100% สีสม่ำเสมอและมีสมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ตามที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย กำหนดดังตารางที่ 1
 
สมบัติยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP
 
            สมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ของยางที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดคือความสม่ำเสมอและมีค่าคงที่ทุกครั้งที่ผลิต ทำให้กระบวนการแปรรูปง่าย ลดค่าใช้จ่ายและลดการสูญเสีย โดยสมบัติที่มีความสำคัญเช่น ความหนืดมูนนี่ (Mooney Viscosity) ความอ่อนตัวเริ่มแรก (Initial Plasticity, Po) ดัชนีความอ่อนตัว (Plasticity Retention Index, PRI) ความสกปรก (dirt) และปริมาณสิ่งระเหย (Volatile Matter, VM) เป็นต้น สำหรับสมบัติยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพและมาตรฐานจะอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้
1. ปริมาณสิ่งสกปรก หมายถึงสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในเนื้อยาง ยางที่มีสิ่งสกปรกสูงจะส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และเกิดความเสี่ยงในการนำยางไปใช้งาน ยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP นี้จะเน้นเรื่องความสะอาด จึงทำให้ปริมาณสิ่งสกปรกอยู่ที่ระดับไม่เกิน 0.02% จึงมีปัจจัยต่าง ๆ ในการควบคุมปริมาณสิ่งสกปรกดังนี้
         1.1 น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต จะต้องผ่านตัวกรองหรือมีระบบการกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ น้ำต้องมีความใส สะอาด ปราศจากตะกอนใด ๆ หากน้ำใช้ในการทำแผ่นสกปรกจะทำให้ยางแผ่นทึบ แข็ง ค่าความยืดหยุ่นต่ำ และส่งผลให้ปริมาณเถ้าสูงตามอีกด้วย
             1.2 น้ำยางจะต้องผ่านการกรองตั้งแต่อยู่ในสวนยาง และจะต้องกรองอีกครั้งเมื่อมาถึงโรงงานจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งปนเปื้อนในขั้นตอนการทำแผ่น หากค่าปริมาณสิ่งสกปรกสูงสามารถตั้งข้อสังเกตว่าน้ำยางมีการปนเปื้อนจากดิน ทราย หรือขั้นตอนการกรองน้ำยางไม่สะอาด
            1.3 ภาชนะในการทำยาง เช่นตะกง ไม้ราว รถตากยาง เครื่องจักรรีดยาง เป็นต้น ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
2. ปริมาณสิ่งระเหย บ่งบอกถึงความชื้นที่อยู่ในยาง หากมีปริมาณสิ่งระเหยสูงจะบดผสมกับสารเคมีได้ยาก โอกาสที่จะเกิดเชื้อราได้ง่ายขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วง 0.40 – 0.60% หากค่าปริมาณสิ่งระเหยสูง มีปัจจัยดังนี้
            2.1 ใช้ระยะเวลาในการรมควันน้อยเกินไปหรืออุณหภูมิต่ำเกินไป
          2.2 ใช้น้ำกรดในปริมาณความเข้นข้นสูงเกินไป ทำให้เกิดปริมาณกรดตกค้างในแผ่นยาง      
           2.3 ใช้แอมโมเนียเป็นสารรักษาสภาพน้ำยาง นอกจากจะทำให้แผ่นยางเหนียว เยิ้มแล้ว ยังส่งผลต่อยางแผ่นมีสีคล้ำอีกด้วย
           2.4 ใช้อุณหภูมิในการรมควันช่วงวันแรกสูงเกินไป ทำให้ผิวหน้ายางปิด น้ำที่อยู่ในแผ่นยางไม่สามารถระเหยออกไปได้ จนบางครั้งทำให้เกิดยางฟอง
 3. ปริมาณเถ้า หมายถึงสารต่าง ๆ ที่เป็นสารอนินทรีย์หรือแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในยาง ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยฟอสเฟตของโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียมและธาตุอื่น ๆ นอกจากนี้เป็นพวกซิลิกาหรือซิลิเกตรวมทั้งเกิดจากสารเจือปนอื่น ๆ จากปัจจัยภายนอก ปริมาณเถ้าจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสารตัวเติมในการทำผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปในยางแผ่นรมควันจะอยู่ในช่วง 0.27 – 0.38% หากปริมาณเถ้าสูง มีปัจจัยดังนี้
           3.1 ใช้กรดอนินทรีย์ในการจับตัวยางเช่นกรดซัลฟิวริก หรือกรดกำมะถัน มีสารซัลเฟตตกค้าง
           3.2 น้ำยางสดมีสิ่งเจือปน เช่น ทราย หรือสารปนเปื้อนที่จงใจเติมลงไป
           3.3 เครื่องจักรรีดยางไม่มีน้ำหล่อผ่านขณะรีด ทำให้มีสารที่ไม่ใช่ยางตกค้างในแผ่น ส่งผลให้ปริมาณเถ้าสูง
4. ปริมาณไนโตรเจน บ่งบอกถึงโปรตีนที่อยู่ในยางหากปริมาณไนโตรเจนสูงจะส่งผลต่อกระบวนการขึ้นรูป ยางที่เกิดการคงรูปเร็วก่อนกำหนดโอกาสที่ยางจะสุกและไหลไม่เต็มเบ้าพิมพ์เกิดขึ้นได้มาก โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.40 – 0.47% ปัจจัยที่ทำให้ปริมาณไนโตรเจนสูง มีดังนี้
           4.1 ผลิตในช่วงฤดูกาลยางเริ่มเปิดกรีด หรือช่วงต้นยางผลัดใบ ในช่วงดังกล่าวจะมีสารที่ไม่ใช่ยางอยู่ในปริมาณที่สูง
           4.2 มีส่วนผสมของน้ำยางสกิมที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำยางข้น
5. ความอ่อนตัวเริ่มแรก เป็นค่าความยืดหยุ่นของยางเป็นสมบัติพิเศษของยางธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นดี สามารถกระเด้งกระดอนได้ดีซึ่งเป็นสมบัติที่ลูกค้าต้องการ ยางแผ่นรมควันที่ดีเมื่อจับยืดด้วยแรงกระทำหนึ่งแล้วปล่อยหดกลับจะสามารถกลับสู่สภาพเดิมได้โดยไม่เสียรูปร่าง แสดงว่ามีค่า Po สูง ซึ่งอยู่ในช่วง 47.0 - 52.0 ปัจจัยที่ทำให้ค่า Po ไม่อยู่ในช่วงที่กำหนด มีดังนี้
         5.1 สัดส่วนการเจือจางน้ำกับน้ำยางไม่ถูกต้อง น้ำยางที่มีการเจือจางมากเกินไปจะทำให้ค่า Po ต่ำ ในทางกลับกัน น้ำยางที่มีการเจือจางเนื้อยางแห้งมากกว่า 20% ขึ้นไปจะทำให้ยางแข็ง ค่า Po สูง เกินกว่ากำหนด
         5.2 ใช้กรดอะซีติกในการจับตัว กรดชนิดนี้เป็นกรดที่อ่อนกว่ากรดฟอร์มิคที่เป็นกรดตามคำแนะนำ ทำให้ยางจับตัวไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ค่า Po ต่ำกว่าเกณฑ์ หรืออาจใช้กรดในอัตราไม่พอดีต่อการจับตัวเนื้อยาง ก็ส่งผลต่อค่า Po ด้วยเช่นกัน
        5.3 ระยะเวลาการจับตัวยางยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เนื้อยางอ่อนค่า Po ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งโดยปกติยางที่ผลิตในตะกงตับจะจับตัวสมบูรณ์ในเวลา 2 - 3 ชั่วโมง
        5.4 ใช้ระยะเวลาในการรมควันหรือใช้อุณหภูมิสูงมากเกินไปส่งผลให้ค่า Po ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
6. ดัชนีความอ่อนตัว เป็นตัววัดค่าความเสื่อมสภาพของยางจากการใช้งานเป็นระยะเวลานาน ยางที่มีดัชนีความอ่อนตัวสูงสามารถต้านทานต่อการเสื่อมสภาพความร้อน ออกซิเจนหรือโอโซนได้เป็นอย่างดี ซึ่งอยู่ในช่วง 87.0 – 100.0 ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า PRI จะมีความสัมพันธ์เช่นเดียวกับข้อ 5.1 – 5.4
7. ความหนืดมูนนี่ เป็นค่าที่แสดงถึงน้ำหนักโมเลกุลยาง บ่งบอกถึงความแข็งแรงของเนื้อยาง ต้นยางที่มีอายุมากขึ้นจะให้ค่าความหนืดสูงตามลำดับ น้ำยางที่ใกล้ปิดกรีดหรือก่อนเปิดกรีดจะให้ค่าความหนืดต่ำ ยางบางพันธุ์มีน้ำหนักโมเลกุลสูงจะให้ค่าความหนืดสูง เช่น RRIT251 ค่าความหนืดจึงเป็นค่าที่ชี้บ่งถึงระยะเวลาในการบดยางของเนื้อยางล้วน ๆ มีหน่วยมูนนี่ หากค่าความหนืดมูนนี่สูง แสดงว่าต้องใช้เวลาและพลังงานในการบดยางนานขึ้น โดยทั่วไปยางแผ่นรมควันจะมีค่าความหนืดมูนนี่สูงกว่ายางแท่ง STR20 ซึ่งอยู่ในช่วง 70 – 80 ML(1+4)100oC
             การผลิตยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่ระบุข้างต้น เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตควรให้ความสำคัญ นอกจากจะได้ยางที่มีสมบัติสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสีย ลดปัญหาน้ำเน่าเสีย ลดกลิ่นเหม็น และที่สำคัญที่คือ ความสุขของผู้ที่ปฏิบัติงานและผู้ที่มีส่วนได้เสียต่อการนำยางไปใช้ประโยชน์
       
เรื่อง : ปรีดิ์เปรม ทัศนกุล
ภาพ : คมกริช กังรัตน์
ตารางที่ 1 สมบัติเชิงวิทยาศาสตร์ของยางแผ่นรมควันที่ผลิตได้คุณภาพตามมาตรฐาน GMP
 
สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - การยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand)
เลขที่ 67/25 ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร 0-2433-2222 ต่อ 241 Email: orf2008@rubber.mail.go.th
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์ | การปฏิเสธความรับผิดชอบ
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์